เพื่อนคู่คิดคนซื้อบ้าน-คอนโด รายงานความเคลื่อนไหวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อสังหาฯประเด็นร้อน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อสังหาฯประเด็นร้อน แสดงบทความทั้งหมด

เปิด Top 5 ทำเลคอนโดราคาปรับแรง 10-20%



เปิด 5 ทำเลดัชนีราคาห้องชุดปรับขึ้นสูงสุดในไตรมาส 2 เผยโซนราชเทวี-พญาไท ราคานำลิ่ว 20% บางซื่อ-ดุสิต ไล่บี้ 19% สุดขุมวิทตอนต้น-ปลาย เข้าป้าย อันดับ 3 และ 4  ขณะที่คอนโดชานเมืองฝั่งตะวันออกติดอันดับ 5  

นายวิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้จัดทำดัชนีราคาห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขาย ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ประจำไตรมาส 2 ปี 2562 พบว่า  ทำเลโครงการอาคารชุดสร้างใหม่ ที่มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรก ในช่วงไตรมาส 2 ปี 2562 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) ได้แก่ 1) พญาไท-ราชเทวี 20.2% 2) บางซื่อ-ดุสิต 19.2% 3) สุขุมวิทตอนปลาย 16.2% 4) สุขุมวิทตอนต้น 13.4% และ 5) ชานเมืองฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ 10%

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมดัชนีราคาห้องชุดมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอตัวลง โดยมีสาเหตุมาจากแนวโน้มอุปทานห้องชุดใหม่คงเหลือขายในตลาดที่เพิ่มขึ้น และอัตราดูดซับที่ลดลง รวมทั้งการเริ่มบังคับใช้มาตรการควบคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทย เมื่อต้นเดือนเมษายน 2562 ทำให้ผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจ 


ดังนั้นผู้ประกอบการจึงเร่งรัดการตัดสินใจของผู้ซื้อด้วยการเพิ่มรายการส่งเสริมการขายในไตรมาสนี้มากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีราคาห้องชุดในไตรมาสที่ 2 มีค่าดัชนีเท่ากับ 150.5 จุด (ปี 2555 = 100.0) เพิ่มขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน (QoQ)

สำหรับห้องชุดในกรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 151.9 จุด เพิ่มขึ้น 9.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนและเพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า  ส่วนปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 143.7 จุด เพิ่มขึ้น 4.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ส่วนรายการส่งเสริมการขายที่ใช้ในไตรมาสนี้อันดับ 1 เร่งรัดการตัดสินใจของผู้ซื้อด้วยของแถม เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ  59.7% อันดับ 2   ส่วนลดเงินสด 27.0% และอันดับ 3 ช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ 13.3% (ในไตรมาส 1 ปี 2562 รายการส่งเสริมการขาย อันดับ 1 ส่วนลดเงินสด 46.2% อันดับ 2 ให้ของแถม 38.5% และอันดับ 3  ช่วยผู้ซื้อจ่ายค่าธรรมเนียมในการโอนกรรมสิทธิ์ 15.4%)
คอนโด
บ้านเดี่ยว-ทาวน์เฮาส์ ราคาขึ้นเล็กน้อย
นายวิชัย กล่าวอีกว่า สำหรับดัชนีราคาบ้านเดี่ยวในกรุงเทพฯและปริมณฑล ประจำไตรมาส 2 ปี 2562 มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.7 จุด เพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยในพื้นที่กรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.0 จุด เพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนในจังหวัดปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 123.9 จุด เพิ่มขึ้น 2.4% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ขณะที่ดัชนีราคาทาวน์เฮาส์ ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 128.3 จุด เพิ่มขึ้น 3.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ในกรุงเทพฯ มีค่าดัชนีเท่ากับ 126.8 จุด เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ส่วนปริมณฑล มีค่าดัชนีเท่ากับ 129.8 จุด เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 0.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการลดฮวบ
นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลยังได้จัดทำดัชนีความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในภาวะปัจจุบัน (Current Situation Index) ประจำไตรมาส 2 ปี 2562 โดยมีค่าเท่ากับ 42.2 จุด (ต่ำกว่าค่ากลางดัชนีที่ 50.0 จุด) ลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งมีค่าดัชนีอยู่ที่ 50.4 จุด

สะท้อนให้เห็นถึงระดับความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการฯ ที่ลดลงจากความไม่มั่นใจต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทยในปัจจุบัน ประกอบกับ เป็นช่วงเวลาที่ยังรอความชัดเจนในเชิงนโยบายที่จะมีผลธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยและอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมจากรัฐบาลชุดใหม่กำลังจะเข้ามาบริหารประเทศ

ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในอีก 6 เดือนข้างหน้า (Expectations Index) ในไตรมาส 2 ปี 2562 มีค่าเท่ากับ 58.0 ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ระดับ 58.4 จุด แต่ยังคงสูงกว่าค่ากลางที่ระดับ  50.0 จุด แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการยังมีมุมมองที่เป็นบวกต่อทิศทางของธุรกิจการพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยยังให้ความเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจจะมีโอกาสปรับตัวดีขึ้นภายหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว

Share:

อสังหาฯฝ่าปัจจัยลบ เดินหน้าลงทุนปั๊มยอดขาย



The Show Must Go On ไม่ว่าจะอย่างไร ...ก็ต้องดำเนินต่อไป ฟังดูมันเข้ากับสถานการณ์ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเวลานี้จริงๆ เมื่อมองไปข้างหน้า เห็นอุปสรรคขวากหนามขวางอยู่เต็มทาง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเดินหน้าต่อไป เมื่อบริษัทรายใหญ่ยังคงประกาศแผนลงทุนเต็มพิกัดในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ว่าจะมีปัจจัยลบต่างๆ ขวางอยู่เต็มลำ และดูท่าว่าทั้งปีตลาดจะติดลบเกินกว่าหลัก 10%

ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย มองว่า โอเคล่ะ ตลาดในปีนี้น่าจะติดลบ ก็หวังว่าคงจะติดลบไม่มาก และถ้ามองให้เป็นโอกาส มันก็ทำให้ซัพพลายใหม่เข้ามาน้อยลง และเป็นจังหวะที่ดี สำหรับการพัฒนาโครงการที่เน้นกลุ่มเรียลดีมานด์ ถ้าพัฒนาสินค้าในราคาที่ถูกต้อง และถูกตังค์กว่าคนอื่นๆ ก็เชื่อว่ายังคงขายได้  เมื่อมองดูยอดขายในครึ่งปีแรกก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร ทุกอย่างยัง Go On ไปตามเป้าหมาย ในครึ่งปีหลังจึงยังจัดเต็มตามแผนเดิม
ศุภาลัย ปาร์ค แยกไฟฉาย คอนโดโครงการแรกของศุภาลัยในครึ่งปีหลัง
ปีนี้ ศุภาลัยมีแผนเปิดโครงการใหม่ 31 โครงการ มูลค่ารวม 4 หมื่นล้านบาท ครึ่งปีแรกเปิดขายไปแล้ว 9 โครงการ เป็นบ้านแนวราบ 7 และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ มูลค่ารวม 1.9 หมื่นล้านบาท ในครึ่งปีหลังจะเปิดโครงการอีก 22 โครงการ มูลค่า 2.1 หมื่นล้านบาท เป็นคอนโด 3 โครงการ อยู่ตามแนวรถไฟฟ้าที่เปิดให้บริการและกำลังจะเปิด ส่วนบ้านแนวราบ 19 โครงการ อยู่ในกทม. และภูมิภาค ประมาณครึ่ง:ครึ่ง

“บ้านแนวราบค่อยๆ ดีขึ้น หลังจากแผ่วไปในช่วงที่ออกมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัย ของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ลูกค้าสับสนและไม่กล่าซื้อ ตอนนี้ลูกค้าเข้าใจมากขึ้นแล้ว ซึ่งคาดว่า ในภาพรวมไตรมาสที่ 3 น่าจะดีขึ้นกว่าไตรมาส 2 แม้การคาดการของการขยายตัวของเศรษฐกิจจะถูกลดลง แต่อัตราการจ้างงานยังดีอยู่ และการลงทุนภาครัฐที่ชะลอตัวอาจจะกระทบกำลังซื้ออยู่บ้างก็ตาม แต่เมื่อรัฐบาลใหม่ตั้งหลักได้ก็น่าจะเร่งการลงทุนของรัฐต่อเนื่อง สถานการณ์ก็น่าจะดีขึ้น” ไตรเตชะ กล่าว

เช่นเดียวกับบิ๊กเนมรายอื่นๆ ที่ยังคอนเฟิร์มเดินหน้าลงทุนตามแผน ไม่เช่นนั้นผลประกอบการจะไม่เดินไปตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่ก็พร้อมจะปรับแผนที่จำเป็น

ดร. ชัยยุทธ ชุณหะชา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในไตรมาส 2/2562 บริษัทมียอดขายกว่า 6,100 ล้านบาท เติบโต 27% จากไตรมาสแรก ส่งผลให้ครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายสะสมกว่า 10,915 ล้านบาท  โดยมาจากการขายโครงการเดิมที่มีอยู่ในมือเป็นหลัก ถือว่าเป็นผลการดำเนินงานที่น่าพอใจในสถานการณ์ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่มีความท้าทายทั้งปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศ และเชื่อว่าความต้องการที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะใกล้รถไฟฟ้ายังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับ ในครึ่งปีแรก บริษัทได้เปิดตัวโครงการใหม่เพียง 2 โครงการ คิดเป็น 30% ของเป้าหมายยอดขายทั้งปี 2562 ที่ระดับ 36,000 ล้านบาท โดยในครึ่งปีหลังทางบริษัทมีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่อีกหลายโครงการ โดยบริษัทมีที่ดินพร้อมพัฒนากว่า 10 แปลง สำหรับเตรียมเปิดโครงการคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าตอบสนองความต้องการของลูกค้าในราคาที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ ได้แก่ สามย่าน สุขุมวิท ทองหล่อ เป็นต้น  ซึ่งจะส่งผลให้ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้

“อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของตลาดอสังหายังคงมีอยู่ ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและภายนอกประเทศ โดยบริษัทได้เตรียมพร้อมปรับแผนธุรกิจหากมีความจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพในระยะยาว ทั้งนี้แผนธุรกิจทั้งหมดของบริษัทนั้น ยังคงสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเน้นย้ำการเป็นผู้นำในตลาดคอนโดมิเนียมติดรถไฟฟ้าในประเทศไทย พร้อมทั้งยังคงรักษาวินัยทางการเงินไว้อย่างเข้มงวด โดยจะรักษาอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อทุนไว้ที่ 1 เท่า เป็นเป้าหมายระยะยาว และเราต้องมั่นใจว่าการเติบโตของบริษัทจะไม่เพิ่มความเสี่ยงซึ่งมีผลกระทบต่อความมั่นคงของบริษัทในระยะยาว” ดร. ชัยยุทธ กล่าว

ด้าน บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ได้ประกาศผลงานครึ่งปีแรก โดยมียอดขายแล้ว 20,800 ล้านบาท และกำลังก้าวสู่เป้ายอดขายรวม 41,800 ล้านบาท เติบโตกว่า 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ด้วยการบุกตลาดทั้งแนวราบและแนวสูงครึ่งปีหลัง

นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์องค์กรและการสร้างสรรค์ เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า แม้ภาพรวมของธุรกิจอสังหาฯ ครึ่งปีแรกจะมีหลายปัจจัยทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว หรือมาตรการควบคุมภายในประเทศที่กระทบบรรยากาศการซื้อขาย แต่เชื่อว่าดีมานด์ลูกค้าที่มองหาที่อยู่อาศัยยังมีอยู่ แต่เป็นดีมานด์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น ‘โลเคชั่น’ ‘แบบบ้าน’ และ ‘แพ็คเกจราคา’ ต้องใช่ถึงตัดสินใจซื้อ

“ความท้าทายของผู้ประกอบการอสังหาฯ ในวันนี้คือการพัฒนาทั้งรูปแบบและแพ็คเกจราคา บนพื้นฐานความต้องการจริงและความสามารถในการผ่อนชำระของลูกค้า โดยการดำเนินงานในครึ่งปีแรก ภายใต้กลยุทธ์การรบยาวเปิดตัวทุกแบรนด์ในเครือ พัฒนาโปรดักซ์ตอบโจทย์เฉพาะเจาะจงแต่ละเซ็กเมนต์ ส่งผลภาพรวมยอดขายของเอพีไปได้สวย สวนกระแสภาพรวมตลาดที่ค่อนข้างชะลอตัวในครึ่งปีแรก”

สำหรับ ยอดขายรวมครึ่งปีแรกกว่า 20,800 ล้านบาท (ณ 30 มิถุนายน 62)  แบ่งเป็น ยอดขายจากคอนโดมิเนียม มูลค่า 9,500 ล้านบาท และ แนวราบมูลค่า 11,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 20% เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่ 17,265 ล้านบาท และได้เปิดตัวโครงการใหม่ไปแล้วสิ้น 17 โครงการ มูลค่ารวม 30,785 ล้านบาท ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าที่เป็นเรียลดีมานด์

“ในส่วนของธุรกิจอสังหาฯ ครึ่งปีหลัง เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกรายต่างเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ตลาดอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีปัจจับบวกที่จะเข้ามากระตุ้นความเชื่อมั่นและบรรยากาศการซื้อขายอสังหาฯ ในครึ่งปีหลัง อาทิ การจัดตั้งรัฐบาล และการฟอร์มทีมดูแลด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศอย่างชัดเจน โดยคาดว่า อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ จะเข้ามากระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง” นายวิทการ กล่าวเสริม
THE SONNE ศรีนคริทร์-บางนา บ้านแบรนด์ใหม่ของเอพี
ทั้งนี้ แผนการเปิดโครงการใหม่ในครึ่งปีหลัง เอพีจะยังคงดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ ด้วยการเปิดตัว 23 โครงการใหม่ มูลค่า 27,265 ล้านบาท เป็นทาวน์โฮม 12 โครงการ มูลค่า 9,250 ล้านบาท บ้านเดี่ยว 10 โครงการ มูลค่า 11,715 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 6,300 ล้านบาท สำหรับไฮไลท์ครึ่งปีหลัง คือการเปิดแบรนด์ใหม่บ้านแนวราบภายใต้ชื่อ THE SONNE ศรีนคริทร์-บางนา มูลค่า 600 ล้านบาท และการเปิดคอนโดมิเนียม LIFE SATHORN SIERRA มูลค่า 6,300 ล้านบาท

ด้านนายพีระพงศ์ จรูญเอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 2/2562 ที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างยอดขายได้อย่างยอดเยี่ยมถึง 7,290 ล้านบาท โดยขณะนี้ยอดขายสะสมของบริษัทในครึ่งปีแรกคือ 13,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น  46% ของเป้าหมายทั้งปี จากการเปิดโครงการใหม่ที่เปิดตัวในช่วงไตรมาส 2 จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการดิ ออริจิ้น ราม 209 อินเตอร์เชนจ์ และ 2. โครงการพาร์ค ออริจิ้น จุฬา-สามย่าน สามารถสร้างยอดขายได้เหนือความคาดหมาย

จากปริมาณยอดขายและกระแสตอบรับจากผู้บริโภคที่ยังคงเป็นไปอย่างยอดเยี่ยม ทำให้บริษัทมีความมั่นใจในการเปิดตัวโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงไตรมาสที่ 3/2562 บริษัทจะเปิดตัวโครงการใหม่อีกประมาณ 6 โครงการ ได้แก่ โครงการพาร์ค ออริจิ้น ราชเทวี โครงการเคนซิงตัน ดิสทริค ระยอง โครงการภายใต้แบรนด์ดิ ออริจิ้นอีก 3 โครงการใน 3 ทำเลศักยภาพ ได้แก่ รัชดา ลาดพร้าว และสุขุมวิท และโครงการบ้านจัดสรร บริทาเนีย บางนา-สุวรรณภูมิ 1 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวมกว่า 8,100 ล้านบาท

“ครึ่งปีหลังของปีนี้ เรายังมีโครงการที่รอเปิดตัวอีกจำนวนมากในทุกเซ็กเมนท์ครอบคลุมทั้งคอนโดมิเนียมและบ้านจัดสรร รวมถึงยังมีแคมเปญอีกหลายอย่างที่รอเปิดตัว เริ่มจากของแบรนด์ดิ ออริจิ้น ที่จะเปิดตัวคอนเซ็ปต์ของแบรนด์พร้อมแคมเปญการตลาดอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 11 ก.ค.นี้ เชื่อว่าจะตอบโจทย์ความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคในทุกระดับ และส่งผลให้ยอดขายในปี 2562 เป็นไปตามเป้าหมาย 28,000 ล้านบาท” นายพีระพงศ์ กล่าว

คงต้องตามลุ้นกันต่อว่า แผนการที่แต่ละบริษัทมั่นใจว่าจะไปได้สวยในไตรมาสที่ 3 และ ไตรมาสที่ 4 นั้น จะเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ เมื่อปัจจัยด้านลบยังมีมากกว่าปัจจัยด้านบวกแต่ละรายจะปล่อยหมัดเด็ดอะไรเพื่อพิชิตยอดขายในครึ่งปีหลัง หรือจะต้องพับปรับแผนกันในโค้งสุดท้ายคงต้องคอยติดตามกันครับ

Share:

6 เดือนแรกปี 62 คอนโดใหม่หดตัว 20%





คอลลิเออร์ส เผยครึ่งปีแรกคอนโดเปิดตัวลดลง 20% ชี้ผู้ประกอบการเน้นระบายสต๊อกเก่า หนีมาตรการคุมสินเชื่อ 3 สถานีรถไฟฟ้า ปุณณวิถี เอกมัย พระราม 9 โครงการใหม่พรึบ

นายภัทรชัย ทวีวงศ์  ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัย คอลลิเออร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่ประมาณ 45 โครงการ  18,075 ยูนิต มูลค่าการลงทุนรวม 120,302 ล้านบาท  โดยจำนวนการเปิดตัวน้อยกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2561 ประมาณ  4,486 ยูนิต หรือคิดเป็น 19.9%

จากข้อมูลพบว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 ปี 2562 ผู้ประกอบการเน้นการระบายสต็อกคงค้างเพื่อให้ลูกค้าสามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ก่อนที่มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยของทางธนาคารแห่งประเทศไทยจะประกาศใช้ จึงไม่ค่อยเปิดตัวโครงการใหม่มากนัก

ส่วนในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ช่วง 2 เดือนแรกผู้ประกอบการก็ยังคงไม่เปิดตัวโครงการใหม่ เนื่องจากส่วนใหญ่จะรอเปิดตัวโครงการหลังจากการเลือกตั้งครั้งใหม่เสร็จสิ้น เพื่อรอความชัดเจนสำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ และเริ่มทยอยเปิดตัวโครงการใหม่กันเป็นจำนวนมากในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
คอนโด

ในเดือนสุดท้ายของไตรมาสที่ 2 พบว่า มีคอนโดมิเนียมเปิดขายใหม่สูงถึง 5,100 ยูนิต จากหน่วยเปิดขายใหม่ทั้งหมดในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ประมาณ 9,632 ยูนิต หรือคิดเป็น 52.94% แม้ว่าจะมีปัจจัยลบต่างๆ มากมาย แต่ผู้ประกอบการจำเป็นที่จะต้องทยอยเปิดตัวโครงการใหม่ เนื่องจากหากชะลอออกไปจะกระจุกตัวอยู่ในช่วงครึ่งปีหลังซึ่งอาจจะเป็นปัญหาสำหรับผู้ประกอบการต่อไป

จากข้อมูลพบว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2562  ผู้ประกอบการให้ความสนใจพัฒนาคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้า BTS สายปัจจุบัน ประมาณ 7,403 ยูนิต คิดเป็น 40.95% ของคอนโดมิเนียมที่เปิดขายใหม่ในช่วงครึ่งแรกของปีทั้งหมด ส่วนตามแนวรถไฟฟ้า MRT มีโครงการเปิดตัวอีกประมาณ 3,094 ยูนิต หรือคิดเป็น 17.10% ส่วนแนวรถไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างมีคอนโดเปิดใหม่อีกประมาณ 7,578 ยูนิต หรือคิดเป็น 41.95%

สำหรับสถานีที่มีโครงการคอนโดเปิดตัวมากที่สุด ได้แก่ สถานี BTS ปุณณวิถี ที่ประมาณ 1,161 ยูนิต รองลงมา คือ รอบๆ สถานี BTS เอกมัย ที่ประมาณ 1,148 ยูนิต และ รอบๆ สถานี MRT พระราม 9 อีกประมาณ 1,025 ยูนิต

Share:

เศรษฐกิจชะลอตัว-LTV ฉุดตลาดอสังหาฯซึมยาว



ปิดครึ่งปีแรกไปด้วยความหงอยเหงาสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปี 2562 ด้วยเพราะปัจจัยลบทั้งในและนอกที่รุมเร้ายืดยาวเป็นหางว่าวทำเอาตลาดชะงักไปพอสมควร โชคยังดีที่ไตรมาสแรกยังเก็บรายได้จากการเร่งขาย เร่งโอน ก่อนถูกคุมด้วยมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยกันได้อยู่พอควร ทำให้รวม 2 ไตรมาสของครึ่งปีแรกตัวเลขติดลบยังพอกัดฟันยอมรับได้

แต่ถ้ามองไปในครึ่งปีหลัง คงต้องนั่งหายใจกันลึกๆ เพราะอยากที่บอกว่า ปัจจัยลบมียืดยาวเป็นหางว่าว แถมยังมองหาปัจจัยบวกยังไม่เจอ งานนี้ผู้ประกอบการหลายรายถึงกับถอดใจขอปรับเข้าโหมดรักษาตัวให้รอดไปถึงปีหน้าเป็นพอ หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้หั่นประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยจาก 3.8% เหลือ 3.3% พร้อมกับให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% ต่อปี

ปัญหาใหญ่คือ เศรษฐกิจไทยไม่เดินหน้าแต่กลับถอยหลังขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินกันไว้จากการค้าการส่งออกและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ รวมถึงรายได้และการจ้างงานที่มีสัญญาณชะลอตัวลงในภาคการผลิตเพื่อส่งออก การลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง และการใช้จ่ายภาครัฐก็มีแนวโน้มขยายตัวต่่ากว่าที่ประเมินไว้เช่นกัน ขณะที่สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐแม้จะประกาศพักรบกันไปอีกรอบ แต่ก็ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการเจรจามีโอกาสจะเป็นได้ทั้งข่าวดี และข่าวร้าย

นอกจากนี้ มาตรการกำกับดูแลสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารแห่งประเทศไทยมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ทำให้ตลาดวูบไปมากในไตรมาสที่ 2 โดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้นมาแล้วว่า ยอดปล่อยสินเชื่อใหม่สำหรับผู้กู้บ้านหลังที่ 2 ขึ้นไปลดลง 23% นั่นคือผลทางตรง ส่วนผลทางอ้อมคือ ความไม่รู้ หรือไม่เข้าใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งลูกค้า ผู้ประกอบการ หรือธนาคารพาณิชย์ ทำให้เกิดชะลอการตัดสินใจ หรือปฏิเสธสินเชื่อก็มีอยู่จำนวนมาก

ทั้งหมดคือต้นสายปลายเหตุที่ทำให้ตลาดอสังหาฯในครึ่งปีแรกไม่สดใส และในครึ่งปีหลังจะยิ่งหนักกว่า ถ้ารัฐบาลใหม่ยังไม่เข้ามาทำอะไรให้ความเชื่อมั่นต่างๆ กลับคืนมา

ศก.-LTV ป่วน อสังหาฯปี 62 ทรุด
เรื่องนี้ นายอธิป พีชานนท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร ประเมินว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์ครึ่งแรกของปี 2562 จะติดลบในทุกๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการเปิดโครงการ การขาย และเรื่องของยอดโอน เนื่องมาจากปัจจัยทั้งเรื่องสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ความไม่เชื่อมั่นในเรื่องภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทย ผลกระทบจากมาตรการควบคุมสินเชื่อ

ประกอบกับเรื่องหนี้ครัวเรือนที่ยังคงอยู่ในระดับที่สูง ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยภาพรวมคาดว่าตลาดรวมจะติดลบประมาณ 15% แต่หากแยกเป็นประเภทที่อยู่อาศัยแล้ว ตลาดประเภทอาคารชุดพักอาศัยจะติดลบประมาณ 20% ที่อยู่อาศัยแนวราบติดลบประมาณ 10

อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมครึ่งปีแรกนั้น ตลาดจะไม่ได้ชะลอตัวลงมาก เนื่องจากได้รับอานิสงส์อย่างมากจากยอดขายและยอดโอนโครงการในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2562 (ม.ค.-มี.ค.) ก่อนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะเริ่มใช้มาตรการกำกับดูแลสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ในวันที่ 1 เมษายน ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ

"เรากำลังหารือกับทาง 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ว่าจะดำเนินการอย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่น นอกจากนี้ยังเป็นห่วงเรื่องเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์ของไทยมีราคาแพงขึ้น แต่หากมีการผ่อนปรนเรื่องนโยบายดอกเบี้ย โดยการลดดอกเบี้ยลงมาจะส่งผลให้เงินบาทของไทยอ่อนค่าลงได้"

คาดตลาดซึมยาว รอปีหน้ารอฟื้นตัว
ด้านนายปริญญา เธียรวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วี.เอ็ม.พี.ซี. จำกัด (VMPC) ผู้นำธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งเพื่อขายและให้เช่า เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรก 2562 อยู่ในภาวะชะลอตัว ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซบเซา แม้ว่าทางภาครัฐจะออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ แต่เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการเพียงบางกลุ่มเท่านั้น

สำหรับมาตรการกำกับดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ถือเป็นเป็นมาตรการที่ดีสำหรับประเทศไทย แต่ในแง่ของภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวมแล้วคงต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัวอีกระยะหนึ่ง และในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 คาดการณ์ว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะยังไม่ฟื้นตัว เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงจากสภาวะเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในภาวะชะลอตัว อย่างไรก็ตาม คาดว่าปี 2563 ภาพรวมเศรษฐกิจไทยและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น

นายปริญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบริษัทซึ่งประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทั้งขายและให้เช่า โดยปัจจุบัน VMPC มีสัดส่วนรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย 60% และอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า 40%
เพื่อการบริหารจัดการและการกระจายความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เน้นเจาะตลาดระดับบนหรือกลุ่มไฮเอนด์ บนทำเลศักยภาพ สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าจะมีความหลากหลาย

มั่นใจเจาะเรียลดีมานด์ยังไปต่อได้
ขณะที่นายชยพล หรรรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวว่า ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงครึ่งแรกของปีนี้ถือว่าสถานการณ์หนักมาก จึงคาดว่า ครึ่งปีหลังคงไม่หนักไปกว่านี้แล้ว การแข่งขันในตลาดอยู่ที่ตัวโปรดักต์ว่าใครจะตอบโจทย์ผู้บริโภคทั้งในเรื่องของไลฟ์สไตล์ที่ลงลึกไปในหลายมิติ รวมถึงการช่วยลดต้นทุนการใช้ชีวิตให้กับลูกค้าได้

ขณะที่ นายไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย กลับเห็นว่า แม้ว่าสถานการณ์จะไม่ดี ตลาดมีโอกาสที่จะติดลบซึ่งก็หวังว่าจะติดลบไม่มากนัก แต่ถ้ามองในแง่ดีซัพพลายที่จะเข้าสู่ตลาดก็จะลดน้อยลงไปด้วย และเป็นตลาดที่เป็นเรียลดีมานด์ ถ้าสามารถพัฒนาโครงการที่จับกลุ่มที่มีความต้องการที่แท้จริง ในราคาที่ถูกต้องเหมาะสมก็เชื่อว่าจะยังขายได้

สำหรับในครึ่งปีหลัง บริษัทยังคงเปิดตัวโครงการใหม่รวม 22 โครงการ มูลค่ารวม 2.1 หมื่นล้านบาท เป็นบ้านแนวราบ 19 โครงการทั้งในกทม. ปริมณฑล และต่างจังหวัด และคอนโดมิเนียมอีก 3 โครงการ โดยล่าสุดได้เปิดตัวโครงการศุภาลัย ปาร์ค สถานีแยกไฟฉาย เป็นคอนโด บนเนื้อที่ 6 ไร่ มูลค่าโครงการ 2,270 ล้านบาท จับกลุ่มผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยจริง และซื้อเพื่อลงทุนปล่อยเช่า เพราะอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลศิริราช

โครงการดังกล่าว แบ่งเป็นอาคารชุดพักอาศัย สูง 22 ชั้น (รวมดาดฟ้า) 2 อาคาร สไตล์โมเดิร์น จำนวนห้องชุดพักอาศัย 726 ยูนิต (Tower A  จำนวน 374 ยูนิต และ Tower B จำนวน 352 ยูนิต) ขนาดห้องตั้งแต่ 29.5-74.5 ตารางเมตร ราคาขายเริ่มต้นที่ 60,500-72,000 บาทต่อตารางเมตร ราคาขายต่อยูนิตเริ่มต้นที่ 2.03 ล้านบาท โดยจะเปิดขายในวันที่ 20-21 กรกฎาคมนี้

ครึ่งปีหลังคอนโดจ่อเปิดใหม่ 2 หมื่นยูนิต
ด้านนางนลินรัตน์ เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เผยว่า ภาพรวมคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ในครึ่งปีแรก 2562 มีจำนวนทั้งสิ้น 23,600 หน่วย ใกล้เคียงกับตัวเลข      ครึ่งปีแรก 2561 เฉพาะไตรมาส 2 มีโครงการคอนโดมิเนียมเปิดใหม่ 12,300 หน่วย จาก 30 โครงการ โดยมีโครงการในระดับลักชัวรี่ และซูเปอร์ลักซูรี่ในทำเลซูเปอร์ไพรม์เกิดใหม่หลายโครงการ โดยเฉพาะทำเลสาทร วิทยุ และหลังสวน

จับตามองในช่วงไตรมาส 3 จนถึงสิ้นปี ยังมีโครงการใหม่ๆ เตรียมเปิดตัวอีกหลายโครงการ  ถ้านับเฉพาะผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์มีมากกว่า 14,000 หน่วย จาก 44 โครงการ และหากรวมคอนโดมิเนียมจากผู้ประกอบการรายย่อยที่ประกาศตัวว่า จะเปิดขายในครึ่งปีหลังด้วยแล้ว น่าจะมีคอนโดมิเนียมเกิดขึ้นในตลาดอีกไม่ต่ำกว่า 52 โครงการ มากกว่า 20,000 หน่วย

ทำเลที่คอนโดมิเนียมใหม่จะเปิดมากกว่าครึ่งเป็นทำเลใจกลางเมือง โดยเฉพาะทำเล สามย่าน พญาไท ราชเทวี นอกจากนี้ ทำเลสุขุมวิท ทองหล่อ และหลังสวน ก็จะมีอีกหลายโครงการ และด้วยทำเลที่ค่อนข้างดีมาก เป็นที่ดินแปลงหายาก ซึ่งส่วนใหญ่ซื้อมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้ราคาขายในคอนโดมิเนียมใหม่เหล่านี้ ปรับตัวสูงขึ้นจากราคาเฉลี่ยคอนโดมิเนียมใจกลางเมืองที่เปิดตัวเมื่อปีที่แล้วอีกพอสมควร คาดว่าไม่ต่ำกว่า 10%

ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังคงจะขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น ทั้งของเก่าที่มีอยู่และของใหม่ที่กำลังจะออกมา ดูแค่ครึ่งปีแรกก็ลดแลกแจกแถมอยู่ฟรี กินฟรีกันสะบั้นหั่นแหลกแล้ว ถ้าเศรษฐกิจยังไม่พลิกฟื้น ความเชื่อมั่นยังไม่คืนกลับ ตลาดอสังหาฯครึ่งปีหลังคงทะลุจุดเดือดแน่นอน







Share:

บริษัทรายกลางผนึกทุนญี่ปุ่นเสริมเขี้ยวเล็บสู้ศึกอสังหาฯ



ในรอบหลายปีที่ผ่านมาทุนใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นได้เข้ามาขยายฐานธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทย เนื่องจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่นถึงจุดอิ่มตัว ผลตอบแทนต่ำจึงจำเป็นต้อง search for yield เพื่อการค้นหาผลตอบแทนที่สูงกว่าในประเทศอื่นๆ ซึ่งไทยคือเป้าหมายหนึ่ง เพราะมีความโดดเด่นในฐานะเมืองศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทัพใหญ่จากญี่ปุ่น เช่น มิตซูบิชิ, มิตซุย, ซูมิโตโม, โนมูระ, โตคิว, อิโตชู, ฮันคิว ฮันชิน, นิชิเทตสึ เป็นต้น ได้กรีธาทัพเข้าสู่สมรภูมิอสังหาริมทรัพย์เมืองไทยโดยการเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทไทยเดินหน้าพัฒนาโครงการทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยวกันไปแล้วมูลค่านับแสนล้านบาท คราวนี้ถึงคิวที่บริษัทรายกลาง-รายเล็กจะได้เสริมทัพเพิ่มศักยภาพกันบ้าง

ล่าสุด บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้ร่วมลงทุนกับ ครีทกรุ๊ป (Creed Group) บริษัทลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์จากญี่ปุ่น พัฒนาโครงการ อัลติจูด ยูนิคอร์นสาทร–ท่าพระ คอนโดมิเนียมย่านตลาดพลู เป็นโครงการนำร่องก่อนที่จะขยายการลงทุนไปในโครงการอื่นๆ ต่อไป

“การร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ระดับโลกเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่จะทำให้บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งการร่วมทุนกันครั้งนี้ สิ่งสำคัญคือ ความต้องการที่ตรงกัน ซึ่งที่ผ่านมา ครีทกรุ๊ป เน้นการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดหลัก และมีเป้าหมายหลักคือการเติบโตในภูมิภาคนี้
อัลติจูด ยูนิคอร์น คอนโดร่วมทุนระหว่างอัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์กับ ครีท กรุ๊ป
โดยมีการลงทุนในมาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม เมียนมา อินโดนีเซีย สปป.ลาว และบังคลาเทศ นับเป็นมูลค่าการพัฒนาโครงการรวมแล้วกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จึงมีความเข้าใจตลาดในภูมิภาคเป็นอย่างดี และไทยคือตลาดที่ใหญ่ที่สุดที่ครีทต้องการเข้ามาลงทุนหลังจากศึกษาตลาดมาหลายปี” ชยพล หรรรุ่งโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด กล่าวถึงการร่วมทุนในครั้งนี้

การร่วมทุนในครั้งนี้ นอกจากเม็ดเงินในการลงทุนแล้ว อัลติจูด ยังได้นำแนวคิดการออกแบบในสไตล์ญี่ปุ่นมาใช้ในการออกแบบคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะในเรื่องของฟังก์ชั่นการใช้สอยในพื้นที่ที่มีอยู่จำกัด นอกจากนี้ ครีทกรุ๊ป ยังมีเครือข่ายพันธมิตรด้านการตลาดในภูมิภาคที่แข็งแรงมากซึ่งจะเป็นประโยชน์ในด้านตลาดต่างประเทศของบริษัท

ขณะที่ โตชิฮิโกะ มูเนโยชิ ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ ครีท กรุ๊ป กล่าวว่า บริษัทได้ศึกษาตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเป็นเวลา 5 ปี และใช้เวลา 2 ปีในการหาพันธมิตรที่เหมาะสม การร่วมทุนกับ อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาฯรายกลางที่มีศักยภาพในการเติบโต มีความแตกต่างจากบริษัทอื่นๆ เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีแนวทางการพัฒนาที่สร้างสรรค์ และฉีกแนวออกไป ซึ่งบริษัทก็พร้อมที่จะเติบโตร่วมกับอัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ ในการพัฒนาโครงการต่อๆ ไป 

Loft One Plus ดีไซน์สไตล์ญี่ปุ่นเน้นฟังก์ชั่นใช้สอย


“เราอยากเชื่อมต่อระหว่างญี่ปุ่นกับไทยเข้าด้วยกันในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์ การบริหารทรัพย์สิน และการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทยเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง และไม่คิดว่าจะเติบโตได้เร็วมาก บริษัทจึงให้ความสนใจลงทุนในไทยเป็นนพิเศษ” มูเนโยชิ กล่าว

สำหรับโครงการ อัลติจูด ยูนิคอร์นสาทร-ท่าพระ ซึ่งเป็นโครงการแรกที่ร่วมทุน เป็นคอนโดมูลค่า 2,400 ล้านบาทสูง 34 ชั้น อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส ตลาดพลู บนที่ดินกว่า 2 ไร่  จำนวน 711 ยูนิต ขนาดห้องเนื้อที่ตั้งแต่ 23.64-69.28 ตารางเมตร มีราคาเริ่มต้นที่ 2.19 ล้านบาท หรือราคาเฉลี่ย 100,000 บาทต่อตารางเมตร  โดยจะเริ่มก่อสร้างในช่วงไตรมาส 3 ปี 2562 และคาดการก่อสร้างจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2564

ก่อนหน้าที่ ครีท กรุ๊ป จะร่วมลงทุนกับบริษัทรายกลางๆ อย่าง อัลติจูด ดีเวลลอปเม้นท์ ก็มีเคสการร่วมทุนของบริษัทรายกลาง-รายเล็กมาบ้างแล้ว อย่างเช่น การร่วมทุนระหว่าง ชินวะ กรุ๊ป จากเมืองโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น กับบริษัท บริษัท วรลักษณ์ พร๊อพเพอร์ตี้ พัฒนาคอนโดฯ รูเนะสุ ทองหล่อ 5 และร่วมทุนกับบริษัท พรีบิลท์ โดยดึง Pressance Corporation บริษัทอสังหาฯญี่ปุ่นอีกรายมาร่วมพัฒนาคอนโด เร็น สุขุมวิท 39
การร่วมทุนระหว่างรีโว เอสเตทของไทยกับซีอาร์สโฮมจากญี่ปุ่น
ขณะเดียวกัน บริษัท รีโว เอสเตท บริษัทอสังหาฯที่เพิ่งเปิดตัวในปี 2558 ได้ร่วมทุนกับบริษัท ซีอาร์ส โฮม จำกัด ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์จากจังหวัดคูมะโมโต้ ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท กลอรี่ไทฟูน จำกัด พัฒนาโครงการทาวน์โฮมดีไซน์ Modern Japanese เรซิโอ-โฮม  วงแหวน-รามอินทรา ภายใต้แนวคิด  "Exclusive Japanese Sensational Living" ด้วยการนำนวัตกรรมการออกแบบโดยใช้หลักแนวคิด Henko Space ที่ทุกตารางเมตรของบ้านสามารถปรับฟังก์ชั่นได้อย่างลงตัวมาใช้

เคอิสึเกะ อะสึกะ กรรรมการบริษัท ซีอาร์ส โฮม จำกัด ประเทศไทย กล่าวว่า ทางซีอาร์ส โฮม ได้มีการติดตามสถานการณ์การพัฒนาธุรกิจในด้านต่างๆ ของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และเล็งเห็นว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการพัฒนาที่อยู่อาศัยในประเทศไทยมีการพัฒนาตลอดเวลา มีโครงการขึ้นใหม่จำนวนมาก
เรซิโอ-โฮม  วงแหวน-รามอินทรา ภายใต้แนวคิด  Exclusive Japanese Sensational Living
ประกอบกับการขยายตัวของระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สนใจมาลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทย จึงได้เริ่มสำรวจดูหลายๆ โครงการ รวมถึง โครงการของรีโว เอสเตท ด้วย มีความประทับใจในโครงการ รวมถึงความเป็นมืออาชีพของผู้บริหารและทีมงาน จึงได้มีการเจรจาเพื่อร่วมทุน โดยมั่นใจว่าจะร่วมกันพัฒนาโครงการให้เติบโตต่อไปได้เป็นอย่างดี

การขยายการลงทุนของอสังหาฯญี่ปุ่นในไทยคงจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถือเป็นโอกาสที่ดีของอสังหาฯ รายกลาง รายเล็กของไทยที่มีมาตรฐานแบบมืออาชีพ อาจจะเตะตาต้องใจได้พันธมิตรญี่ปุ่นมาเสริมสร้างความแข็งแกร่งทั้งด้านการเงินและนวัตกรรมการอยู่อาศัย ให้ยืนหยัดในตลาดสู้กับรายใหญ่ได้แบบสมน้ำสมเนื้อมากขึ้น


Share:

เพอร์เฟคโชว์พอร์ตโรงแรม ปีนี้ปั๊มรายได้โต 44%


ถือเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีธุรกิจโรมแรมอยู่ในมือมากถึง 7 แห่ง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับบริษัท พร็อเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด (มหาชน) โดยในปีนี้คาดวาจะมีรายได้เติบโตถึง 44% จากธุรกิจท่องเที่ยวที่ยังคงเป็นดาวเด่นของประเทศไทย 


ชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พร็อพเพอร์ตี้  เพอร์เฟค กล่าวว่า แนวโน้มในปีนี้คาดว่าธุรกิจโรงแรมของบริษัทจะมีผลประกอบการเติบโตอย่างโดดเด่น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่ยังคงเติบโต มีจำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงมีศักยภาพและโอกาสทางการท่องเที่ยว ทั้งความหลากหลายของทรัพยากรท่องเที่ยว และด้านที่ตั้งซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับธุรกิจโรงแรมของกลุ่มบริษัทในปีนี้ คาดจะมีรายได้ 4,200 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44% จากปีที่ผ่านมา โดยจะเป็นรายได้จากโรงแรมในประเทศ ภายใต้บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน)  จำนวน 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1,739 ล้านบาทในปีก่อน และอีก 1,200 ล้านบาท มาจากโรงแรมต่างประเทศ ซึ่งปีที่ผ่านมาทำได้ 1,175 ล้านบาท  โดยรายได้จากธุรกิจโรงแรมจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20% ของรายได้รวมของบริษัท เทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งคิดเป็น 14.8%

นอกจากนี้ ในปี 2564 กลุ่มบริษัทยังตั้งเป้าจะเพิ่มรายได้จากธุรกิจโรงแรมไว้ที่  5,300 ล้านบาท  โดยคาดว่ารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะมีการขยายตัวต่อเนื่อง   ซึ่งลูกค้าโรงแรมของกลุ่มบริษัท 5 อันดับแรกเป็นชาวต่างประเทศ ได้แก่ จีนซึ่งเป็นกลุ่มท่องเที่ยว รองลงมาเป็นญี่ปุ่นซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจ  จากสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นกลุ่มประชุม  จากอินเดียที่นิยมมาจัดงานแต่งงาน  และชาวเกาหลี ซึ่งเป็นทั้งกลุ่มธุรกิจและท่องเที่ยวในสัดส่วนเท่าๆ กัน

“ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานี้ ธุรกิจโรงแรมของกลุ่มบริษัทมีผลการดำเนินงานที่ดี โดยเฉพาะโรงแรมในกรุงเทพฯ ที่มีการเปิดตัวโรงแรมแห่งใหม่ ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุขุมวิท  มีการเปิดรูฟท็อปบาร์  มีอัตราการเข้าพักที่เพิ่มขึ้น  และมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องเพิ่มขึ้น บวกกับการปรับกลยุทธ์มาขยายฐานลูกค้ากลุ่มไมซ์ (MICE) หรือกลุ่มธุรกิจและการประชุมมากขึ้น  ซึ่งโรงแรมของเรามีความพร้อมสำหรับการจัดประชุมอยู่แล้ว ทั้งในด้านทำเลที่ตั้งและสถานที่จัดประชุม ทำให้สัดส่วนระหว่างลูกค้ากลุ่มธุรกิจและกลุ่มท่องเที่ยว เพิ่มเป็น 55:45 ช่วยเพิ่มรายได้ในส่วนของอาหารและเครื่องดื่มให้กับโรงแรม โดยนักเดินทางกลุ่มไมซ์ยังมีแนวโน้มการเติบโตได้อีกมาก”

ปัจจุบันกลุ่มบริษัทมีโรงแรมทั้งหมด 7 แห่ง รวม 2,077 ห้องพัก บริหารงานโดยกลุ่มแมริออท และไฮแอท เป็นโรงแรมในประเทศ 5 แห่ง รวม 1,655 ห้องพัก ได้แก่ เดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท, รอยัล ออคิด เชอราตัน, ไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุขุมวิท, เชอราตัน หัวหิน รีสอร์ท แอนด์ สปา และ เชอราตัน หัวหิน ปราณบุรี วิลล่า ส่วนโรงแรมต่างประเทศ มี 2 แห่ง รวม 422 ห้องพัก คือ เชอราตัน ฮอกไกโด คิโรโระ รีสอร์ท และ เดอะ คิโรโระ อะ ทรีบิวต์ พอร์ตโฟลิโอ ฮอกไกโด  นอกจากนี้ ยังเดินหน้าสร้างโรงแรมแห่งใหม่บริเวณหาดแม่พิมพ์จังหวัดระยอง ในแบบมิกซ์ยูสประกอบด้วยโรงแรมขนาด 201 ห้องพัก คอนโดมิเนียม และ พูลวิลล่า



Share:

บิ๊กอสังหาฯโหมโปรช่วยคนซื้อ หวังเร่งระบายสต๊อกบ้าน


นับตั้งแต่เริ่มต้นไตรมาสที่ 2 จนเหลือเวลาอีกไม่กี่วันจะปิดไตรมาส ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังคงอยู่ในภาวะสงบนิ่งจนน่าใจหาย หลายคนฟันธงว่า เป็นผลมาจากมาตรการคุมสินเชื่อที่อยู่อาศัยคือตัวการหลักที่ฉุดตลาดให้หดตัวไปไม่น้อยกว่า 20% แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ เป็นองค์ประกอบสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจโลกที่อึมครึมจากสงครามการค้าสหรัฐ-กับจีน และสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐกับอิหร่าน รวมถึงภาวะเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะสุญญากาศ จากการที่ยังไม่มีรัฐบาลใหม่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายบริหารประเทศ

วันนี้ กำลังซื้ออ่อนตัวลงไปมาก หากไม่ทำอะไรสักอย่าง เห็นทีคงได้ปิดไตรมาส 2 แบบมือเปล่าเป็นแน่แท้ แต่ละค่ายจึงต้องจัดหนัก กระตุ้นตลาดด้วยแคมเปญพิเศษ ที่สามารถช่วยปลุกกำลังซื้อให้ตื่นขึ้นมาให้ได้ โดยเฉพาะการปลอดล็อคภาระต่างๆ ที่มีอยู่ ให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายที่สุด เร็วที่สุด สารพัดโปร เพื่อช่วยให้ลูกค้ามีบ้านได้ง่ายๆ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จึงถูกนำมามาใช้แบบไม่มีต้องยั้งมือ เพื่อช่วยผู้ซื้อ แฃะช่วยตัวเองในการระบายสต๊อกบ้านพร้อมอยู่ให้ได้มากที่สุด ล่าสุด บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลอปเม้นท์ เปิดแคมเปญใหม่ ซึ่งถือเป็นภาค 2 ต่อจากแคมเปญชายเติม ที่เพิ่งปิดจ๊อบไปเมื่อเดือนที่ผ่านมา

โอภาส ศรีพยัคฆ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้จัดโปรโมชั่น “ลุมพินี เติม เพิ่มให้” ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการสานฝันคนอยากมีบ้าน และเป็นการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้มีสีสันมากขึ้น หลังจากที่ภาครัฐเองก็ให้ความสำคัญ เห็นได้จากมาตรการรัฐที่ออกมาเพื่อรองรับกลุ่มที่ต้องการบ้านเพื่ออยู่อาศัยจริง

สำหรับ “ลุมพินี เติม เพิ่มให้” จะมอบสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าเมื่อซื้อคอนโด หรือบ้าน โดยที่บริษัทพร้อมเติมให้ทันที 3 ขั้น ยกตัวอย่าง เมื่อซื้อห้องชุดราคาขายที่ 1,840,000 บาท ขั้นแรก เติมเงินดาวน์ให้ทั้งจำนวน 10% เป็นเงิน 184,000 บาท คงเหลือเงินโอน 1,656,000 บาท ซึ่งธนาคารที่สนับสนุนจะเป็นผู้อนุมัติสินเชื่อให้ในส่วนที่เหลือ 90%

ขั้นที่สอง เติมค่าตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ให้อีก 100,000 บาท พร้อมเครื่องปรับอากาศ  ขั้นสุดท้าย เติมค่าใช้จ่ายวันโอนกรรมสิทธิ์ “ทุกรายการ”  รวมแล้วบริษัทจะช่วยเติมให้สูงสุดถึง 700,000 บาท สำหรับคอนโดมิเนียมที่เริ่มแคมเปญมีราคาเริ่มต้นที่ 1,160,000 บาท เงินจอง 5,000 บาท กับ 7 ทำเลในเมือง ส่วนบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ ราคาเริ่มที่ 1,800,000 บาท เงินจอง 10,000 บาท กับ 6 ทำเลพร้อมอยู่ สำหรับแคมเปญนี้เริ่มตั้งแต่วันนี้ – สิ้นเดือน มิ.ย.นี้


ขณะที่บิ๊กอสังหาฯ รายอื่นๆ ก็ส่งโปรทำนองเดียวกัน ออกมาปลุกความต้องการซื้อของผู้บริโภคด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น 
บริษัท แสนสิริ ได้ปล่อยโปรโมชั้น “เคลียร์ครบ จบพร้อมโอน”  ข้อเสนอพิเศษที่ทำให้ลูกค้ามีบ้านได้ง่ายขึ้น ด้วยการปกป้องจากทุกมาตรการรัฐและมอบโปรโมชั่นพิเศษแบบเน้นๆ เพื่อขจัดทุกอุปสรรคการซื้อและโอนบ้านที่เป็นเจ้าของได้ไม่ยาก อาทิ คอนโดใกล้รถไฟฟ้า ราคาเริ่มต้น 2.49 ล้านบาท และบ้านเดี่ยวราคาเริ่มต้นที่ 3.59 ล้านบาท และยังอัดฉีดเพิ่มด้วยส่วนลดสูงสุดกว่า 1.5 ล้านบาท  โดยทีมงานของแสนสิริจะเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกค้าที่มีปัญหาเรื่องการซื้อบ้านแบบเคสบายเคส เริ่ม ตั้งแต่วันที่ 14 มิถุนายน-30 กันยายน 2562

บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  ส่งแคมเปญ “นาทีนี้ อนันดาฯ เท่านั้น” นำ 10 คอนโดคุณภาพใกล้รถไฟฟ้าพร้อมอยู่ในราคาเริ่มต้น 1.79 -5.99 ล้านบาท พร้อมข้อเสนอสุดพิเศษเกินห้ามใจ!! “กู้เต็ม 100% ผ่อน 0 บาท นาน 2 ปี ฟรี โอนฯ” ตั้งแต่วันนี้ - 19 กรกฎาคม 2562 ที่ Sales Gallery ทุกโครงการที่เข้าร่วมแคมเปญ

ขณะที่ บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ได้เปิดตัวแคมเปญ “ให้อยู่ฟรีก่อนโอนฯ” โดยนำคอนโดพร้อมอยู่ 3 ทำเล ราคาเริ่มต้น 1.7 ล้านบาท ให้ลูกค้าที่เช่าห้องได้อยู่ฟรี 6 เดือน ก่อนโอน เพื่อลดภาระ และเพิ่มโอกาสให้กับลูกค้าที่เป็นเรียลดีมานด์

บริษัทจึงได้จัดกลยุทธ์นำร่อง เจาะกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ที่ต้องการที่อยู่อาศัย แต่ยังมีภาระหรือยังไม่พร้อมทางด้านสภาพคล่องทางการเงิน เช่น ลูกค้าที่อยู่ระหว่างการทดลองงาน หรือกลุ่มลูกค้าที่ต้องสร้าง Statement เพิ่ม ลูกค้าที่ติดเครดิตบูโรต้องใช้ระยะเวลาในเคลียร์หนี้บัตรต่างๆ เป็นต้น 

ทั้งนี้ บริษัทได้นำ 3 โครงการภายใต้แบรนด์ “นิช ไอดี” มาให้อยู่ฟรีก่อนโอนกรรมสิทธิ์ 6 เดือน ประกอบด้วย 1.โครงการ นิชไอดี เสรีไทย-วงแหวน ราคาเริ่ม 1.71 ล้านบาท 2.โครงการ นิช ไอดี เพชรเกษม-บางแค ราคาเริ่ม 1.7 ล้านบาท 3.โครงการ นิช ไอดี พระราม 2 – ดาวคะนอง ราคาเริ่ม 1.79 ล้านบาท โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2562

เชื่อว่า โปรฯในลักษณะนี้จะยังมีออกมาเป็นระยะเพื่อปลุกความต้องการซื้อ เพราะยังมีสต๊อกบ้าน-คอนโดสร้างเสร็จพร้อมอยู่รอการระบายอีกจำนวนมาก หากผู้ประกอบการไม่เร่งรีบจัดการปัญหาอาจจะลุกลามบานปลายได้ในอนาคต
Share:

บิ๊กอสังหาฯเปิดศึกรอบใหม่คอนโดเกาะสายสีน้ำเงิน



ตลาดคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และช่วงเตาปูน-ท่าพระ กลับมาคึกคักอีกระลอก โดยเฉพาะช่วงหัวลำโพง-บางแคที่มีคิวเปิดทดลองวิ่งในเดือนสิงหาคม และจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายน ส่วนช่วงเตาปูน-ท่าพระ ก็ไม่ต้องให้รอนาน เพราะมีคิวเปิดบริการประมาณเดือนมีนาคมปีหน้า

กิจกรรมการตลาดคอนโดแนวรถไฟฟ้าทั้ง 2 ช่วงจึงร้อนฉ่าขึ้นมาอีกครั้ง เพราะเชื่อว่า เมื่อรถไฟฟ้าเริ่มวิ่งจริงๆ จังๆ ดีมานด์ที่เคย wait and see อยู่จะกลับเข้าสู่ตลาดให้ได้แย่งชิงกันอีกยก และน่าจะเป็นโอกาสที่ดีของผู้ซื้อที่จะมี offer ใหม่ๆ จากคอนโดที่มีอยู่ในตลาด และคอนโดตัวใหม่ๆ ให้ได้เป็นตัวเลือกกันมากขึ้น แต่ก่อนอื่นเรามาตรวจตราดูสถานการณ์ของคอนโดริมทางรถไฟฟ้าสายสีนำเงินกันก่อน เพื่อให้ได้มองเห็นภาพตลาดทั้งหมด

สายสีน้ำเงินคอนโดเพื่อคนชั้นกลาง
นางสาวอัญชนา วัลลิภากร ผู้ร่วมก่อตั้ง และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บาเนีย (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทเทคโนโลยีที่พัฒนาเกี่ยวกับ Big Data ของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ในรูปแบบ Comprehensive Marketplace และ Data Platform รายแรกของประเทศไทย เปิดเผยว่า ศักยภาพและโอกาสการขยายตัวของเมืองในโซนฝั่งธนบุรีจะเริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นหลังจากรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค เปิดให้บริการโดยจะเป็นการเชื่อมต่อกับสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจ หรือ CBD เขตเมืองชั้นในบริเวณพระราม 4 ที่อนาคตจะเป็นสมาร์ทซิตี้ รวมถึงสีลม สาทร ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น

จาก Big Data ของ Baania สามารถวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงด้านราคา 5 ปีย้อนหลังของโครงการคอนโดมิเนียมทั้งมือหนึ่งและมือสองรอบสถานีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค ทั้ง 11 สถานี ในระยะรัศมี 800 เมตร จะพบว่า ราคาคอนโดยังเกาะกลุ่มอยู่ในเซ็กเมนต์ 70,000-120,000 บาทต่อตารางเมตร หรือกลุ่ม Main Class  โดยมีราคาเฉลี่ยในปี 2557 อยู่ที่ 66,600 บาทต่อตารางเมตร จนถึงปี 2562 ขึ้นมาอยู่ที่ 84,478 บาทต่อตารางเมตร

หัวลำโพง-ท่าพระ ราคาทะลุแสน/ตร.ม.
สำหรับราคาเฉลี่ยของคอนโดตามสถานีที่มีโครงการเปิดขาย พบว่า สถานีหัวลำโพงมีคอนโดที่ราคาเฉลี่ยต่อพื้นที่ค่อนข้างสูงอยู่ที่ 1.74 แสนบาทต่อตารางเมตร  จัดอยู่ในกลุ่ม Luxury เนื่องจากคอนโดส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในทำเลที่ค่อนไปทางไข่แดงของเมือง และใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวอย่างเยาวราชด้วย

นอกจากนี้ สถานีท่าพระ เป็นอีกสถานีหนึ่งที่ราคาคอนโดเฉลี่ยแตะระดับหลัก 101,100 บาทต่อตารางเมตร เนื่องจากเป็นสถานีร่วมของรถไฟฟ้าสีน้ำเงินส่วนต่อขยายช่วงหัวลำโพง-บางแค และเตาปูน-ท่าพระ จึงถือเป็นจุดศูนย์กลางคมนาคมอีกแห่งของย่านฝั่งธนบุรี


ขณะที่ สถานีบางไผ่เป็นพื้นที่ที่ราคาคอนโดเฉลี่ยต่ำที่สุด 5.7 หมื่นบาทต่อตารางเมตร  ส่วนในสถานีอื่นๆ มีราคาใกล้เคียงกัน และอยู่ในกลุ่มราคาที่นิยมมากที่สุดคือกลุ่มคอนโด Main Class ราคาต่อยูนิตมีค่อนข้างหลากหลาย มีตั้งแต่ 1 ล้านบาทกลางๆ ไปถึงราคาเกิน 3 ล้านบาท เป็นทางเลือกของกลุ่มคนทำงานระดับกลางรายได้ประมาณ 2.8 หมื่นบาท/เดือน ที่มีออฟฟิศอยู่ในเขตเมืองชั้นใน

5 สถานีฮอตผุดคอนโด1.29หมื่นยูนิต
ทั้งนี้จะเห็นว่า ทำเลหลักในการพัฒนาคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพง-บางแค อยู่บนถนนเพชรเกษม โดยเฉพาะบางแค ถือเป็นศูนย์กลางชุมชนของย่าน และเป็นแหล่งอยู่อาศัย โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่ราคายังไม่แพงเกินไปนัก

สำหรับสถานีที่มีจำนวนคอนโดเปิดขายหนาแน่นที่สุดบนถนนเพชรเกษมคือ สถานีบางหว้า มีจำนวนทั้งสิ้น 3,719 หน่วย ขณะที่สถานีภาษีเจริญ มีจำนวนคอนโดหนาแน่นเป็นอันดับ 2 ที่ 2,498 หน่วย สถานีท่าพระเป็นอันดับ 3 มีจำนวน 2,453 หน่วย ส่วนสถานีเพชรเกษม 48 เป็นอันดับ 4 มีจำนวนคอนโด 2,294 หน่วย และสถานีบางไผ่เป็นอันดับ 5  มีจำนวน 1,936 หน่วย รวมกัน 5 สถานีมีคอนโดเปิดอยู่ 1.29 หมื่นยูนิตเลยทีเดียว

ทั้งนี้คาดว่า เมื่อรถไฟฟ้าเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วจะมีคอนโดเปิดใหม่เพิ่มขึ้นกว่านี้อีกมาก ขณะที่ราคาขายก็คาดว่าจะมีการปรับสูงขึ้นเช่นกัน

คอนโดใหม่จ่อคิว 2,500-3,000 ยูนิต
ด้านนายสุรเชษฐ กองชีพ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟีนิกซ์ พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลล็อปเม้นท์ แอนด์ คอนซัลแทนซี่ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แม้ว่าตลาดคอนโดมิเนียมในพื้นที่ฝั่งธนบุรีจะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อไม่มากและราคาขายต่ำกว่าฝั่งพระนคร แต่ก็ยังเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจในการเข้ามาเปิดขายโครงการใหม่โดยในปี 2562 คาดว่าจะมีคอนโดเปิดใหม่อีกประมาณ 2,500-3,000 ยูนิต อยู่ตามแนวถนนเพชรเกษม

สำหรับพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินทั้ง 2 ช่วง คือ หัวลำโพง-บางแค และเตาปูน-ท่าพระ เป็นพื้นที่ที่มีคอนโดมิเนียมเปิดขายสะสมมากที่สุดเมื่อเทียบกับพื้นที่ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้างอื่นๆ โดยปัจจุบันมีคอนโดมิเนียมเปิดขายสะสมอยู่ประมาณ 48,384 ยูนิต เฉพาะช่วงหัวลำโพง-บางแค มีคอนโดเปิดอยู่ประมาณ 19,739 ยูนิต หรือประมาณ 38.7%
อุปทานคอนโดมิเนียมตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินแยกตามถนนเส้นทางสำคัญ
ขณะที่ พื้นที่ตามแนวถนนเพชรเกษมเป็นพื้นที่ของเส้นทางช่วงหัวลำโพง-บางแคที่มีคอนโดเปิดขายมากที่สุด 18,640 ยูนิต หรือประมาณ 94% เนื่องจากพื้นที่อื่นๆ ตามแนวเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงหัวลำโพง-บางแค มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดในการพัฒนาโครงการ ขณะที่อัตราการขายเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 90% แต่ยังคงมีคอนโดเหลือขายอยู่ไม่น้อย

บิ๊กอสังหาฯพร้อมลุยโครงการใหม่
แม้จะไม่ใช่ตลาดที่ร้อนแรงเหมือนคอนโดใจกลางเมือง แต่คอนโดแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินก็เป็นตลาดที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่พลาดที่จะมาเปิดโครงการใหม่ๆ เพื่อขอแชร์ส่วนแบ่งตลาด ล่าสุด แสนสิริ ได้เปิดตัวโครงการใหม่ภายใต้แบรนด์ ดีคอนโด ธาร จรัญฯ บนถนนจรัญสนิทวงศ์ ห่างจากสถานีบางขุนนนท์ 1.9 กิโลเมตร หลังจากที่เคยเปิดโครงการในทำเลนี้มาแล้วถึง 3 โครงการ ได้แก่ ดีคอนโด จรัญฯ-บางขุนนนท์, ดีบุรา พรานนก และดีคอนโด แคมปัส รีสอร์ท ราชพฤกษ์-จรัญฯ 13

คอนโดจรัญสนิทวงศ์
ดีคอนโด ธาร จรัญฯ
 นายสมเกียรติ หงษ์ทรัพย์ภิญโญ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ กล่าวว่า โครงการดีคอนโด ธาร จรัญฯ มีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ เป็นคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น 2 อาคาร รูปแบบห้องสตูดิโอ พื้นที่ใช้สอย 26.52 ตารางเมตร และห้องแบบ 2 ห้องนอน พื้นที่ใช้สอย 54 ตารางเมตร รวม 484 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 1,000 ล้านบาท ราคาขายเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท ผ่อน 3,999 บาท/เดือน

จุดเด่นของโครงการตั้งอยู่ใกล้สถานีบางขุนนนท์ ซึ่งในอนาคตจะเป็นสถานีร่วม หรือเป็นจุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ สายสีน้ำเงิน สายสีส้ม และสายสีแดง และยังใกล้ทางด่วนศรีรัช ส่งผลให้ศักยภาพของทำเลมีการขยายตัว โดยในช่วงที่ผ่านมามีความต้องการจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการขยายที่อยู่อาศัยจากครอบครัวเดิมเป็นคอนโดใกล้แนวรถไฟฟ้า แต่ยังคงต้องการอาศัยอยู่ใกล้กับที่อยู่อาศัยเดิม บริษัทจึงเปิดโครงการรองรับคอนกลุ่มนี้

นอกจากแสนสิริแล้ว บริษัท ศุภาลัย ก็เตรียมจะเปิดคอนโดใหม่ แบรนด์ศุภาลัย ปาร์ค เนื้อที่ 6 ไร่เศษ บริเวณซอยจรัญฯ 28/2 ห่างจากสถานีแยกไฟฉาย 330 เมตร เป็นคอนโดสูง 22 ชั้น  2 อาคาร จำนวนห้องพักอาศัย 726 ยูนิต เป็นห้อง Studio-2 ห้องนอน ขนาด 29.5-74.5 ตร.ม.ในราคาเริ่มต้น 2.03 ล้านบาท ขณะที่ เนอวานา ได้เปิดตัวคอนโด  The Most อิสระภาพ ในราคาเริ่มต้น 2.39 ล้านบาท เช่นเดียวกับบริษัท แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่นที่มีแผนจะเปิดคอนโดติดกับสถานีหัวลำโพง  ด้านบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลอปเม้นท์ ก็มีแผนเปิดตัวคอนโดใหม่ภายใต้แบรนด์ลุมพินี ที่บริเวณสถานีเตาปูน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทำเลสำคัญบนเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินช่วงเตาปูน-ท่าพระ
คอนโดจรัญสนิทวงศ์
ศุภาลัย ปาร์ค สถานีแยกไฟฉาย
ที่ผ่านมา บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท ก็ถือว่ามีโครงการอยู่ในทำเลนี้หลายโครงการ ล่าสุดได้เปิดเพิ่มอีก 1 โครงการ ภายใต้แบรนด์ เดอะทรี จรัญ-บางพลัด  และยังมีบริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ ที่เตรียมพัฒนาโครงการใหม่ ย่านจรัญสนิทวงศ์ 70/2 ภายใต้แบรนด์ Ideo Bang Plat ในช่วงครึ่งปีหลัง และยังมี บริษัท แกรนด์ ยูนิตี้ ดิเวลล็อปเมนท์ ที่จะเตรียมพัฒนาคอนโดแบรนด์ Ciela ที่จรัญ 13 อีก 1 โครงการ

ดูแต่ละโครงการก็ล้วนแล้วแต่บิ๊กเนิมกันทั้งนั้น จึงพอประเมินสถานการณ์ได้ว่า เมื่อรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเปิดให้บริการทั้ง 2 ช่วง ตลาดคอนโดในย่านฝั่งธนบุรีทั้งเส้นจรัญสนิทวงศ์ และเพชรเกษม จะร้อนแรงจนไฟลุกแน่นอนครับ



Share:

รัฐ-เอกชนลงขัน 1.5 หมื่นล้าน พลิกโฉมพระราม 4 สู่ สมาร์ทซิตี้



ผศ.ดร. นพนันท์ ตาปนานนท์ ผู้ประสานงานโครงการ พระราม 4 สมาร์ท ซิตี้ เปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกับผู้ประกอบธุรกิจในบนถนนพระราม 4 มีแนวคิดจะพัฒนาย่านพระราม 4 ให้เป็น สมาร์ท ซิตี้ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างโครงการเสนอต่อ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ depa เพื่อขอส่งเสริมการลงทุน

ทั้งนี้จุฬาฯจะระดมบุคลากรที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันสร้างนวัตกรรมสำหรับการเป็นสมาร์ท ซิตี้ ทั้ง 7 ด้าน ได้แก่ 1. Smart Mobility การสัญจรอัจฉริยะ 2. Smart Community ชุมชนอัจฉริยะ 3. Smart Economy เศรษฐกิจอัจฉริยะ 4. Smart Environment สิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ 5. Smart Governance การปกครองอัจฉริยะ 6. Smart Building อาคารอัจฉริยะ 7. Smart Energy พลังงานอัจฉริยะ โดยมีโครงการต่างๆ ในพื้นที่เข้ามาร่วมกันดำเนินการ คาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมด 15,000 ล้านบาท

สำหรับเอกชนที่เข้าร่วมโครงการจะเป็นผู้พัฒนาโครงการในพื้นที่ เช่น ทีซีซี กรุ๊ป ผู้พัฒนาโครงการ วัน แบงค็อค โครงการเดอะ ปาร์ค โครงการสามย่านมิตร ทาวน์  โครงการ ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ของกลุ่ม เซ็นทรัลพัฒนา และกลุ่มดุสิตธานี เป็นต้น

ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กรมธนารักษ์ กรุงเทพมหานคร การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย การท่าเรือแห่งประเทศไทย เป็นต้น รวมถึงตัวแทนภาคประชาชนในพื้นที่ วางแผนพัฒนาพื้นที่ 2 ฝั่งถนนพระราม 4 ร่วมกัน เพื่อปรับภูมิทัศน์ ยกระดับ ถนนพระราม 4 ให้เป็นถนนในระดับสากล โครงการพระราม 4 สมาร์ท ซิตี้ จึงเป็นการต่อยอดยกระดับเมืองขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง


สำหรับแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 2 ฝั่งถนนพระรามที่ 4 ตั้งแต่แยกหัวลำโพงถึงแยกคลองเตย เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพ จากการเข้าถึงโดยรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน และการสัญจรเสริมต่าง ๆ ได้แก่ทางจักรยาน ทางเท้า เป็นต้น ที่จะมีขึ้นต่อไปตามรูปแบบการพัฒนาบริเวณเปลี่ยนถ่ายการสัญจร (Transit Oriented Development :TOD)

ประกอบกับ การก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสมัยใหม่ตามแบบวิถีชีวิตเมือง (Urban Life Style) โดยการเชื่อมต่อกลุ่มการพัฒนาบริเวณแยกสามย่าน แยกศาลาแดง และแยกวิทยุ เพื่อให้มีความสามารถในการแข่งขันที่เท่าเทียมกับการพัฒนาบริเวณแยกปทุมวันและแยกราชประสงค์บนถนนพระรามที่ 1 โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริเวณแยกหัวลำโพงและแยกคลองเตย ซึ่งเป็นพื้นที่เชื่อมต่อกับเขตกรุงเทพฯชั้นในและเขตกรุงเทพฯ ชั้นนอก ตามลำดับ

ทั้งนี้ ได้กำหนดพื้นที่การพัฒนาออกเป็น 5 จุด ประกอบด้วย

1.แยกหัวลำโพง มีสถานีกรุงเทพเป็นอาคารทางประวัติศาสตร์ที่มีความงดงามในด้านสถาปัตยกรรม และจะมีบทบาทหน้าที่ในการเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรระหว่างรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-บางแค) และรถไฟฟ้าสายสีแดง (รังสิต-หัวลำโพง- มหาชัย) จึงอาจพัฒนาให้เป็นพื้นที่ย่านธุรกิจการค้าและการบริการด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากมีที่ตั้งอยู่ ณ จุดเข้าออกที่สำคัญของกรุงรัตนโกสินทร์ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่อการเดินทางโดยรถไฟไปยังทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ การพัฒนาบริเวณแยกหัวลำโพงจะหมายรวมถึงการฟื้นฟูย่านการค้าเดิมในบริเวณพื้นที่โดยรอบ และการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณสองฝั่งคลองผดุงกรุงเกษมให้มีความงดงาม

2.แยกสามย่าน มีพื้นที่ทางทิศเหนือเป็นที่ดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทิศใต้เป็นที่ดินของเอกชน อาจพัฒนาให้เป็นย่านพาณิชยกรรมโดยการเชื่อมต่ออาคารสามย่านมิตรทาวน์กับอาคารจามจุรี สแควร์ ทั้งโดยทางเดินยกระดับและทางเดินใต้ดินที่เชื่อมต่อกับทางเข้าออกของสถานีสามย่าน ประกอบกับการพัฒนาและฟื้นฟูย่านการค้าสะพานเหลือง เพื่อให้เป็นทางเข้าออกหลักของโครงการเมืองจุฬาฯอัจฉริยะ (Chula Smart City) ที่จะดำเนินการโดยสำนักงานจัดการทรัพย์สินแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยต่อไป

นอกจากนี้ การพัฒนาบริเวณแยกสามย่านยังควรให้ความสำคัญกับการปรับปรุงภูมิทัศน์บริเวณศาสนสถาน ซึ่งได้แก่ วัดหัวลำโพง คริสตจักรสามย่าน และคริสตจักรสะพานเหลือง ตลอดจนชุมชนต่างๆ ที่ตั้งอยู่โดยรอบ

3. แยกศาลาแดง มีพื้นที่ทางทิศเหนือเป็นสถานเสาวภา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และสวนลุมพินี และทิศใต้เป็นที่ดินของเอกชน อาจพัฒนาให้ทางเข้าออกหลักของย่านธุรกิจและพาณิชยกรรมถนนสีลม ทั้งนี้บริเวณพื้นที่ดังกล่าวเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรระหว่างสถานีสีลมของรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินกับสถานีศาลาแดงของรถไฟฟ้าสายสีเขียว จึงอาจดำเนินการให้เป็นไปตามรูปแบบการพัฒนาบริเวณเปลี่ยนถ่ายการสัญจร โดยการสร้างทางเดินยกระดับและทางเดินใต้ดินเพื่อเชื่อมต่ออาคารต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณโดยรอบกับการเข้าออกของสถานีรถไฟฟ้าทั้ง 2 สาย

นอกจากนี้ ยังควรดำเนินการปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อให้เห็นถึงคุณค่าความงดงามทางสถาปัตยกรรมของอาคารที่ตั้งอยู่ในสถานเสาวภาและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และปรับปรุงภูมิทัศน์ของสวนลุมพินี และบริเวณพื้นที่โดยรอบเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวางยิ่งขึ้น

4. แยกวิทยุ มีที่ดินทางทิศเหนือเป็นสวนลุมพินีและที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และทางทิศใต้เป็นที่ดินของเอกชน อาจพัฒนาให้ทางเข้าออกหลักของย่านธุรกิจถนนสาทร และการพัฒนาให้เป็นจุดเปลี่ยนถ่ายการสัญจรโดยการสร้างทางเดินยกระดับและทางเดินใต้ดินเพื่อเชื่อมต่ออาคารต่างๆ ที่ตั้งอยู่ในบริเวณโดยรอบกับการเข้าออกของสถานีรถไฟฟ้าสายสีน ้าเงินและสถานีรถไฟฟ้าสายสีฟ้าที่จะสร้างขึ้นต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ ยังควรพิจารณาถึงการเชื่อมต่อถนนสายย่อยต่างๆ เข้ากับถนนโครงการตามผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครทีเชื่อมต่อจากแยกถนนวิทยุ-สารสินไปยังถนนรัชดาภิเษก ประกอบกับ การพัฒนาพื้นที่โล่งสาธารณะ และถนนคนเดิน (Pedestrian Mall) การปรับปรุงภูมิทัศน์ของสวนลุมพินี เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง ตลอดจนการปรับเปลี่ยนรูปด้าน (facade) ของอาคารที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของชุมชน

5.แยกคลองเตย มีที่ดินทางทิศเหนือเป็นโรงงานยาสูบ (เดิม) ต่อเนื่องกับศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สวนเบญจกิติ และที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่กำลังมีการก่อสร้างอาคารพาณิชย์และสำนักงาน ส่วทางทิศใต้เป็นที่ดินของการไฟฟ้านครหลวง และของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้ประโยชน์เป็นตลาดสดขนาดใหญ่ อาคารพาณิชย์พักอาศัย และอาคารสำนักงาน ต่อเนื่องกับท่าเรือกรุงเทพซึ่งจะมีแผนจะพัฒนาเป็นย่านธุรกิจพาณิชยกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยา (Riverfront Development) ต่อไปในอนาคต

การพัฒนาบริเวณดังกล่าวนี้จึงควรส่งเสริมให้เป็นย่านการประชุมและนิทรรศการ (Meetings, Incentives, Conventions, and Exhibitions หรือ MICE) ขนาดใหญ่ในเขตชั้นในของกรุงเทพมหานคร และเป็นทางเข้าออกหลักของย่านธุรกิจพาณิชยกรรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะพัฒนาขึ้นต่อไป ทั้งนี้ควรดำเนินการปรับปรุงย่านพาณิชยกรรมเดิมและตลาดคลองเตยให้มีความทันสมัย และปรับปรุงภูมิทัศน์คลองถนนตรงและทางรถไฟสายปากน้ำ เพื่อสื่อถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่เคยมีมาแต่อดีต

แน่นอนว่า การยกระดับย่านพระราม 4 ไปสู่การเป็นสมาร์ท ซิตี้ อย่างสมบูรณ์แบบแห่งแรกของไทย จะยิ่งทำให้ทำเลถนนพระราม 4 กลายเป็นทำเลทองและมีบทบาทสำคัญต่อมหานครกรุงเทพฯในอนาคตอันใกล้นี้


Share:

จีนลงทุนอสังหาฯไทยลดฮวบ 50% ยอดทิ้งดาวน์เพิ่ม 8%



อสังหาฯไทยเริ่มไร้แรงดึงดูด โบรกเกอร์เผย ความสนใจของลูกค้าจีนลดฮวบ 50% ยอดทิ้งดาวน์เพิ่มเป็น 8% เหตุราคาเริ่มแพง ผู้ประกอบการไทยขายตัดราคา และไม่สามารถปล่อยเช่ารายวันได้ เบนเป้าทำตลาดญี่ปุ่นแทน

นายไซม่อน ลี ประธานกรรมการ บริษัท แองเจิล เรียลเอสเตท  คอนซัลแทนซี่ จำกัด  บริษัทที่ปรึกษาด้านการตลาดและขาย ในภูมิภาคเอเชีย  เปิดเผยว่า  จากปัจจัยด้านสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน มาตรการของรัฐบาลจีนที่ควบคุมเงินทุนไหลออกนอกประเทศ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ เริ่มเปิดโครงการจนอาจจะล้นตลาด ทำให้ราคาสูงเกินความเป็นจริง ส่งผลให้ส่วนต่างรจากราคาในตลาดผู้ขายต่อไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เพราะราคาปรับสูงขึ้นมามากแล้ว

ประกอบกับ ไม่สามารถปล่อยเช่าระยะสั้นได้ เนื่องจากขัดกับพ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 ทำให้นักลงทุน โดยเฉพาะชาวจีนไม่ค่อยอยากลงทุน เพราะไม่คุ้มค่าการลงทุน และอีกประการสำคัญคือเมื่อปลายปี 2561 ที่ผ่านมามีลูกค้าชาวจีนพบว่า บางโครงการที่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์ไปแล้ว แต่ปรากฏว่าในภายหลังผู้ประกอบการไทยได้นำยูนิตที่เหลือมาขายในราคาที่ถูกกว่าช่วงพรีเซล

จากปัจจัยข้างต้นได้ส่งผลให้นักลงทุนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะจีนลดความสนใจการซื้ออสังหาฯในประเทศไทยไปถึง 50% ทำให้อัตราการไม่รับโอนกกรมสิทธิ์ห้องชุดของลูกค้า​ชาวจีนเพิ่มเป็น 8% จากปกติเพียง 2% เท่านั้น และได้ย้ายการลงทุนอสังหาฯไปประเทศอื่นแทนโดยเฉพาะญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มเห็นภาพดังกล่าวตั้งแต่ปี 2561 ที่ผ่านมา ดังนั้นบริษัทจึงปรับแผนด้วยการขยายตลาดไปที่ประเทศญี่ปุ่น กัมพูชา และตุรกีมากขึ้น

ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ราคาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยยังต่ำ แต่ตอนนี้แพงขึ้นมาก ทำให้ลดความน่าสนใจลง ขณะที่เศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่นตกต่ำมา 20 ปี ได้เน้นมาขายนักท่องเที่ยวเป็นหลัก เราคิดว่า อสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น ราคากำลังจะดีขึ้น ตอนนี้เป็นช่วงที่ดีของนักลงทุน ที่จะไปลงทุนที่ประเทศญี่ปุ่น สำหรับบริษัทจะโฟกัสที่ประเทศไทยเป็นหลัก ส่วนในอนาคตจะไปโฟกัสที่ประเทศญี่ปุ่น แต่สำหรับประเทศไทยก็ยังเป็นตลาดสำคัญของเราอยู่

“เรื่องการปล่อยเช่าห้องชุดระยะสั้นที่ขัดกับพ.ร.บ.โรงแรม คือ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดสำหรับนักลงทุนต่างชาติ  ถ้าสามารถทำให้ปล่อยเช่าระยะสั้นได้ ก็จะทำให้นักลงทุนในจีน เข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยอีก นอกจากนี้่ ผู้ประกอบการไทยควรมีการขายแยกตึกอย่างชัดเจน แยกพื้นที่ส่วนกลางออกอย่างชัดเจนด้วยเช่นกัน นอกจากนี้่ ควรขายสินค้าในช่วงเวลาที่สามารถขายได้ ถ้าเก็บเอาไว้นานเกินไป อาจจะทำให้ขายยากหรือราคาตกได้" นายไซม่อน ลี กล่าว

นายลี แนะนำว่า การที่ลูกค้าชาวจีนจะกลับมาซื้ออสังหาฯในไทยนั้น สิ่งสำคัญ คือ ตลาดผู้ขายต่อ ( Reseller Market ) และเรื่องส่วนต่างของราคา (Capital Gain)  จะต้องสร้าง 2 ตลาดนี้ให้กลับก่อน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ดี ที่จะอยู่อาศัย แต่จะดีที่สุด ถ้าทำให้ปล่อยเช่าได้ แล้วราคาก็จะลงไปด้วย จะทำให้นักลงทุนในจีน เข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น

สำหรับ บริษัท แองเจิล เรียลเอสเตทได้เริ่มเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยเมื่อปี 2557 เป็นการร่วมทุนระหว่าง 3 นักธุรกิจชาวจีน และ 1 นักธุรกิจชาวสิงคโปร์ ก่อตั้งบริษัทดังกล่าวขึ้นมาด้วยทุนจดทะเบียน 15 ล้านบาท  เพื่อให้บริการทางด้านการตลาด การขาย และด้านการเงิน กับลูกค้าที่ต้องการเข้ามาซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

ทั้งนี้ เนื่องจากประเทศไทยมีอสังหาริมทรัพย์ราคาไม่แพง และสินค้าคงค้าง ( Stock) มีปริมาณไม่มาก เป็นโอกาสที่จะนำอสังหาริมทรัพย์มาขายได้ทั่วโลก โดยมีแนวโน้มที่จะสร้างผลกำไรจากส่วนต่างของราคาอสังหาริมทรัพย์ (Capital Gain) ได้ ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ดีที่สุดในการเข้ามาลงทุน แองเจิลฯ จึงขยายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย

สำหรับการดำเนินงานตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา เป็นไปในทิศทางที่ตั้งเป้าไว้ กล่าวคือ สามารถสร้างผลงานด้านยอดขายให้กับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในไทยได้อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มต้นช่วง 2 ปีแรก 2557-2558 ขายได้ห้องชุดได้ 500 ยูนิต  ก่อนที่จะขยับยอดขายเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในปี 2559 สามารถขายได้ 1,000 ยูนิต ในปี 2560 ขายได้กว่า 2,000 ยูนิต  และในปี 2561 ขายได้กว่า 3,000 ยูนิต ส่วนในปี 2562 ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 15,000-20,000  ล้านบาท และในอนาคตอันใกล้จะเพิ่มยอดขายสู่ระดับ 35,000 ล้านบาท

โดยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2562 ที่ผ่านมา สามารถทำยอดขายได้ 500 กว่ายูนิต ซึ่งถือกว่าลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561 ที่ผ่านมา ที่สามารถขายได้ประมาณ 900 ยูนิต โดยในอดีตคอนโดฯระดับราคา 5-10 ล้านบาท จะขายได้ง่ายมาก แต่ปัจจุบันต้องเลือกห้องชุด ระดับราคา 2-6 ล้านบาท มาขายแทน อันเนื่องมาจากปัจจัยลบต่างๆข้างต้น แต่ยอดขายที่ได้ในปัจจุบันก็ถือว่าพอใจ

“ฐานลูกค้าของบริษัทประมาณ 55% มาจากตลาดประเทศจีน และ 35% มาจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย และอีก 15% มาจากประเทศฝรั่งเศลและประเทศเบลเยี่ยม " นายลี กล่าว

สำหรับ ห้องชุดที่นำไปขายลูกค้าต่างชาติ ล้วนพัฒนาโดยผู้ประกอบการรายใหญ่แทบทั้งสิ้น อาทิ บริษัท แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน),บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน),บริษัท ศุภาลัย จำกัด(มหาชน),บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค จำกัด(มหาชน) ,บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ,บริษัท เมเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  และ บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด  เป็นต้น










Share:

เสนาฯลุยต่อ10คอนโด ฝ่าด่าน LTV พันธมิตร ฮันคิว มั่นใจดีมานด์ยังโต



เป็นเวลากว่า 3 ปี ที่บริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์  จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมกับพันธมิตรจากญี่ปุ่น  ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป พัฒนาคอนโดมิเนียมในไทย ในนามบริษัท เสนา ฮันคิว จำกัด มีโครงการที่พัฒนาร่วมกันรวม 13 โครงการ กว่า 10,000 ยูนิต มูลค่ารวม 37,000 ล้านบาท

ถือเป็นการเปิดเกมรุกในการลงทุนที่ค่อนข้างหนักหน่วง และทำให้ เสนา เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากยอดขายปี 2560 อยู่ที่ 6,200 ล้านบาท ขยับขึ้นหลัก 10,000 ล้านบาทในปี 2561 และในปี 2562 ตั้งเป้าไว้ถึง 19,600 ล้านบาท ขณะที่เป้ารายได้อยู่ที่ 8,278 ล้านบาท จากปี 2560-2561 มีรายได้ 5,221 ล้านบาท และ 5,539 ล้านบาท ตามลำดับ


นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่ๆ ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจัดกิจกรรมการตลาดที่ทางญี่ปุ่นจะเข้ามาช่วยเติมเต็ม สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

"ในปีนี้จะมีโครงการที่ร่วมลงทุนกับเสนาฯอีก 10 โครงการ เนื่องจากมั่นใจว่า ความต้องการซื้อของผู้บริโภคคนไทยจะเติบโตมากขึ้นในอนาคต จากการหลั่งไหลของคนจากต่างจังหวัดเข้ามาในกรุงเทพฯ" มาซะฮิโกะ โทดะ กรรมการบริหาร ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป กล่าว

แม้ในขณะนี้จะมีปัญหาเรื่องของการคุม LTV ของสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่ผู้บริหารจาก ฮันคิว ฮันชิน ก็ยังมั่นใจที่จะลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับบอกว่า ญี่ปุ่นก็เคยผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้วเช่นกันจึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรในระยะยาว

ขณะที่ผศ.ดร. เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการ บริษัท เสนา ฮันคิว อธิบายเพิ่มเติมว่า 10 โครงการ มูลค่ารวม 30,000 ล้านบาท ที่มีแผนร่วมทุนกับฮันคิว ฮันชินในปีนี้นั้น ส่วนหนึ่งจะเป็นโครงการที่อยู่ใน 13 โครงการที่เคยประกาศแผนร่วมทุนไปแล้วก่อนหน้า โดยจะมี 5 โครงการที่เป็นโครงการใหม่ อย่างไรก็ตาม การลงทุนในขณะนี้คงต้องดูปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ให้รอบครอบ โดยยอมรับว่า LTV มีหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตลาดชะลอตัวในขณะนี้
"ตลาดในปีนี้คงไม่ง่าย และมีปัจจัยลบในหลายประเด็นที่ต้องระมัดระวัง ทั้งภาวะเศรษฐกิจ ทิศทางการเมืองที่ยังไม่ชัดเจน และปัญหา LTV   ซึ่งมีผลกระทบมากที่สุดกับบ้านหลังที่ 2 ขึ้นไปที่มีสัดส่วนอยู่ประมาณ 20% ซึ่งยอดขายใน 2 เดือนของไตรมาสที่ 2 เงียบลงมาก แต่ก็ตอบยากว่าสาเหตุหลักมาจากอะไร นอกจากนี้ ในช่วงเดือน 4-5 ก็ยังมีวันหยุดต่อเนื่อง และเป็นช่วงที่ไม่ใช่ฤดูขายอีกด้วย โดยยอดขาย 5 เดือนแรกของบริษัทสามารถทำได้ 70-80% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้"

สำหรับปัญหาเรื่อง LTV คงต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงกฎอะไรได้ สิ่งที่ทำได้คือ การสร้างการรับรู้ และการเตรียมตัวให้กับลูกค้า นอกจากนี้ยังมี แนวทางช่วยเหลือลูกค้าในกรณีที่กู้ไม่ผ่านตามมาตรการ LTV ใหม่ เช่น อาจจะยืดเวลาโอนให้ลูกค้าได้มีเวลาในการแก้ปัญหา เป็นต้น อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ทุกอย่างน่าจะดีขึ้น

นอกจากนี้ ยังได้เปิดแคมเปญ “ให้อยู่ฟรีก่อนโอนฯ” โดยนำคอนโดพร้อมอยู่ 3 ทำเล ราคาเริ่มต้น 1.7 ล้านบาท  ให้ลูกค้าที่เช่าห้องได้อยู่ฟรี 6 เดือน ก่อนโอน เพื่อลดภาระ และเพิ่มโอกาสให้กับลูกค้าที่เป็นเรียลดีมานด์

บริษัทได้จัดกลยุทธ์นำร่อง เจาะกลุ่มลูกค้าเรียลดีมานด์ที่ต้องการที่อยู่อาศัย แต่ยังมีภาระหรือยังไม่พร้อมทางด้านสภาพคล่องทางการเงิน เช่น ลูกค้าที่อยู่ระหว่างการทดลองงาน หรือกลุ่มลูกค้าที่ต้องสร้าง Statement เพิ่ม ,ลูกค้าที่ติดเครดิตบูโรต้องใช้ระยะเวลาในเคลียร์หนี้บัตรต่าง ๆ เป็นต้น โดยได้นำ 3 โครงการภายใต้แบรนด์ “นิช ไอดี” มาให้อยู่ฟรีก่อนโอนกรรมสิทธิ์ 6 เดือน

ทั้ง 3 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการ นิชไอดี เสรีไทย-วงแหวน ราคาเริ่ม 1.71 ล้านบาท 2.โครงการ  นิช  ไอดี  เพชรเกษม-บางแค ราคาเริ่ม 1.7 ล้านบาท 3.โครงการ   นิช ไอดี พระราม 2 – ดาวคะนอง  ราคาเริ่ม  1.79 ล้านบาท โดยเริ่มตั้งแต่ 15 มิถุนายนถึงสิ้นเดือนธันวาคม 2562

ขณะเดียวกัน ได้ร่วมพันธมิตร ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป มอบสิทธิประโยชน์ให้กับลูกบ้านของเสนาฮันคิว CRM PRIVILEGE PROGRAM “SENA HANKYU HANSHIN OWNERS CLUB” เพื่อเปิดประสบการณ์ที่แตกต่างและเหนือระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ภายใต้วิสัยทัศน์ “เราไม่ได้สร้างเพียงที่อยู่อาศัย เราสร้าง Community”
ประกอบด้วย สิทธิประโยชน์ที่ตอบรับทุกไลฟ์สไตล์ อาทิ แพ็กเก็จญี่ปุ่น คันไซทัวร์ กิจกรรมของ Hankyu Hanshin Owners Club ลุ้นรับสิทธิพิเศษเข้าร่วมงานชิมไวน์ระดับนานาชาติ และเรียนทำอาหารคอร์สพิเศษ บัตรรถไฟสาย Hankyu Hanshin สำหรับทริป 1 วัน (เฉพาะเขตพื้นที่คันไซ) รับบัตรเงินสด มูลค่า 3,000 เยน ให้คุณได้ช็อปปิ้งอย่างคุ้มค่า 4 ห้างดัง เป็นต้น

ยูกาโกะ มัสซึโอะ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป กล่าวว่า สิทธิประโยชน์พิเศษเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ทางฮันคิว ฮันชินได้มอบให้แก่ลูกค้าในโครงการที่ญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน เรียกว่า “Hankyu Hanshin Owner Club” โดยเริ่มมีโปรแกรมนี้ตั้งแต่ปี 2550 เป็นสิทธิพิเศษสำหรับลูกบ้าน เพื่อแสดงให้เห็นว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่เข้ามาพัฒนาโครงการในไทย เราให้ความสำคัญกับความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ามาตลอด เราจึงไม่หยุดที่จะพัฒนาและนำเสนอสินค้าและการบริการที่หลากหลายให้แก่ลูกค้าของเสนา ฮันคิว
Share:

เกี่ยวกับฉัน

รูปภาพของฉัน
เคยทำงานสื่อสารมวลชนสายเศรษฐกิจ อสังหาริมทรัพย์ และการตลาด มายาวนานกว่า 25 ปี กับหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ โพสต์ทูเดย์ และเว็บไซต์ Baania

ติดตามผ่าน Facebook

คลิปวิดีโอน่าสนใจ

ข่าวฮอต

Upgrade 25 ทำเลทั่วกรุงรองรับโครงข่ายรถไฟฟ้า(ตอนที่ 1)

ในร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4 จะมี 25 พื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ที่ได้ถูกปรับสีการใช้ประโยชน์ที่ดินอัพเลเวลให้เข้มข้นขึ้น เพ...

ค้นหาบล็อกนี้

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Translate